คำนำ
หนังสือ “วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน” นี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้ที่ปรารถนา
จะได้มรรคผลนิพพาน ได้ใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติธรรม เนื้อหาส่วนใหญ่เขียนขึ้นจากผลการปฏิบัติธรรมของผมเอง ในการปฏิบัติธรรมของผมนั้น ผมได้รู้ได้เห็นสภาวะธรรมต่างๆ มากมาย และได้วิเคราะห์ผลการปฏิบัติเหล่านั้น ทำให้ทราบถึงวิธี การปฏิบัติธรรมว่า ทำอย่างไรถูกวิธี อย่างไรผิดวิธี อย่างไรได้ผลเร็ว อย่างไรได้ผลช้า และทราบว่าเหตุใดนักปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่จึงไม่สามารถบรรลุมรรคผล เมื่อทราบในเหตุในผลของการปฏิบัติธรรม และเทคนิคต่างๆ ที่จำเป็น การอธิบายได้พยายามเขียนให้เข้าใจง่าย แม้ผู้ที่ไม่มีพื้นความรู้ทางธรรมะมาก่อน ก็สามารถที่จะอ่านเข้าใจและนำไปปฏิบัติได้
ในการพิมพ์ครั้งแรก ผมเขียนขึ้นโดยที่ยังไม่ได้สอนคนอื่น ทำให้การอธิบายรายละเอียดบางตอนไม่ชัดเจน แต่ในการพิมพ์ครั้งหลังนี้ พิมพ์ขึ้นหลังจากที่ผมได้ไปสอนการปฏิบัติธรรมให้กับนักปฏิบัติหลายท่าน ทำให้ทราบว่าควรจะอธิบายอย่างไร นักปฏิบัติจึงจะเข้าใจได้ง่าย ฉะนั้นในหนังสือฉบับปรับปรุงใหม่นี้ ผมจึงได้แก้ไขและเพิ่มเติมเนื้อหาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ชวยง พิกุลสวัสดิ์
ผู้แต่ง
วิธีปฏิบัติธรรมนี้ผมได้ลอกมาจากหนังสือชื่อว่า “วิธีปฏิบัติให้ได้มรรคผลนิพพาน” ซึ่งแต่งโดย อาจารย์ ชวยง พิกุลสวัสดิ์
ชีวิตไม่อาจเป็นไปดังหวังได้หมด
เปรียบไปก็ไม่ต่างกับเกมกีฬาที่ต้องมีแพ้ชนะ
ใครที่หวังชัยชนะไปเสียทุกครั้งก็เตรียมตัวทุกข์ใจไว้ได้เลย…
พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่า
ให้เตรียมตัวเป็นผู้แพ้แต่อยู่ในมุ้ง
หามิได้ ใครที่คิดเช่นนั้นก็คงงอมืองอเท้าตั้งแต่แรก…
……………….
คนเราควรพากเพียรอย่างเต็มที่ แต่ใครเล่าที่จะกำหนดผลสำเร็จไปได้หมด
คนที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ต้องรู้จักแพ้ให้เป็น ฉันใด ในยามที่ชีวิตตกต่ำ
บัณฑิตพึงรู้จักทำใจให้เป็นฉันนั้น…
แต่คนเรามักทำใจไม่ได้ เพราะคอยหวนคะนึงถึงวันคืนอันชื่นบาน
สมัยยังมั่งมีศรีสุข หรือยังมีหน้ามีตา..
แต่อดีตมีไว้เพื่อเป็นฐานหนุนส่งให้เกิดปัจจุบัน เพื่อก้าวไปสู่อนาคต
ใครที่เอาอดีตมาเหนี่ยวรั้งตนไว้ไม่ให้ไปข้างหน้า
ก็เท่ากับเป็นนักโทษในกรงขังของตัวเอง..
……………….
ชีวิตนั้นให้รางวัลก็แต่ผู้ที่อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นของจริง
จริงอยู่บ่อยครั้งที่ปัจจุบันมีแต่เรื่องระทมทุกข์ อดีตนั้นน่าพิสมัยมากกว่า
แต่ถ้าเราจะหวนไปหาอดีตบ้างก็ควรเป็นชั่วครู่ชั่วขณะ
เพื่อชุบชูจิตใจให้ชื่นบานจะได้มีกำลังมาฟันฝ่าชีวิตในปัจจุบัน..
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าชีวิตจะสุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่เราเป็นสำคัญ
ไม่ใช่เพราะคนอื่นหรือเหตุอื่น เช่นเดียวกับความจนและความรวยนั้น
อยู่ที่มุมมองของเรา
……………..
คนไทยเป็นอันมากกำลังทุกข์เพราะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองยากจนล ง
ตราบใดที่ยังจมอยู่กับความคิดแบบนี้ก็ไม่มีวันคลายทุกข์ไปได้
แต่เราลืมไปแล้วหรือว่า
ชีวิตความเป็นอยู่ของเราตอนนี้ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าบางช่วงในอ ดีต…
ลองมองไปรอบตัวจะพบว่าข้าวของในบ้านหลายชิ้น
เคยเป็นของสุดเอื้อมสมัยเรายังเด็กหรือเป็นหนุ่มเป็นสาว
รถยนต์ แก้วแหวนเงินทอง วีดีโอ สเตอริโอ ซีดี ฯลฯ..
มองในแง่นี้เราไม่ได้จนลงแต่รวยขึ้นต่างหาก ยิ่งถ้าเปรียบกับคนอีกมากมายตอนนี้
ไม่ว่าจะมองลงไปข้างล่างหรือมองขึ้นข้างบน เราก็ยังสบายกว่ามาก
……………………….
คนที่ถูกยึดรถไปสมควรแล้วที่จะคิดว่าตัวเองโชคดีกว่าคนที่กิจการล้มละลาย
ส่วนคนที่กิจการล้มละลายก็ยังโชคดีกว่านักธุรกิจพันล้านที่มีหนี้ท่วมหัว
แต่ถึงจะเป็นหนี้เป็นสินมากแค่ไหน
เราก็ยังมีสิทธิเลือกได้ว่าตัวเองจะทุกข์หรือไม่ทุกข์
เพราะถึงที่สุด สุขหรือทุกข์ไม่ได้อยู่ที่จำนวนทรัพย์หรือหนี้สิน
หากอยู่ที่ใจของเรา…
ถ้าเราคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวแย่แล้วๆ นรกก็เกิดขึ้นทันตาเห็น
เรามีสิทธิที่จะคิดว่าตัวเองไม่แย่
แต่สิทธินี้เราจะใช้หรือไม่อยู่ที่ใคร… ถ้าไม่ใช่ตัวเราเอง..
กระนั้นก็ตาม นอกจากวิธีคิดหรือมุมมองแล้ว คุณภาพจิตของเราก็สำคัญ
ถ้าเราเป็นคนรู้จักสันโดษ ยินดีในสิ่งที่ตัวเองได้มาหรือมีอยู่
มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อ รู้จักแสวงหาความสงบในจิตใจ
วิกฤตเศรษฐกิจหรือวิกฤตการณ์อื่นๆของชีวิตที่กำลังเผชิญอยู่ขณะ นี้
ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือวิสัยที่จะฟันฝ่าไปได้..
ชีวประวัติ พระไพศาล วิสาโล
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เราจะรู้สึกว่า เรายังมีไม่พอ ต้องมีนั่น มีนี่
เสียก่อนแล้วเราจะอิ่มจะเต็ม สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยถูกสอนก็คือ
ไม่ว่าเราจะพัฒนาความสามารถ ในการหาเงิน หาของ
หาความรักให้ได้มากสักเท่าไหร่ก็ตาม น้ำในแก้วไม่มีวันเต็ม
เพราะความอยากในใจเราไม่เคยหยุด แก้วของเราก็จะโตขึ้น
ไปเรื่อยๆ ไม่เคยพอ
เมื่อเราสูญเสียไปอะไรก็ตาม เคยคิดบ้างไหมว่าเรา “เท่าทุน”
เพราะเราทุกคนเกิดมาตัวเปล่าเท่านั้น ของที่มีอยู่ทุกวันนี้ล้วนได้มาทีหลังทั้งนั้น
ไม่ว่าเป็นเงิน ทรัพย์สมบัติ หรือแม้แต่คนรัก
อันที่จริงแม้จะสูญเสียอะไรไป แต่ก็อย่าลืมว่ายังมีสิ่งดี ๆ อีกมากมายอยู่กับเรา
แม้เงินหายไปหมื่นบาท แต่สมบัติอีกมากมายก็ยังอยู่
แม้กิจการจะล้มละลาย แต่ก็ยังมีบ้านอยู่
พ่อแม่คนรักและลูกหลานก็ยังอยู่
1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม…ไม่เลว 3,120 สัปดาห์…อ่านต่อ
คุณจะรู้สึกอย่างไร หากทั้งชีวิตมีแต่เรื่องร้ายๆ หนักๆ ประดังประเดเข้ามา ตั้งแต่เกิดก็เกือบจมน้ำตาย โตขึ้นก็สูญเสียแม่ พ่อป่วยหนัก มีน้องๆ ต้องดูแลหลายคนทั้งๆ ที่ยังเรียนไม่จบ ครั้นแต่งงาน ก็มีลูกพิการ สุดท้ายสามีก็ทิ้ง แล้วยังมาเจอเนื้องอดที่มดลูก ผ่าตัดลำไส้เหลือแค่ครึ่งเดียว จากนั้นก็ถูกรถชน กระดูกคอหัก รอดตายแล้วก็ไปเจออุบัติเหตุรถยนต์อีก แขนหักสองท่อน และตับแตก อายุไม่ถึง ๕๐ แต่กระดูกผุราวคน ๘๐ แล้วยังไม่รู้ว่าจะเจออุบัติเหตุอีกกี่ครั้ง เจอแบบนี้แล้ว คุณยังคิดอยากอยู่อยากยิ้มให้กับชีวิตนี้อีกหรือ ?
สุด..ได้เลขท้าย ๓ ตัวมาจากหลวงพ่อ เลยแทงไป ๑๕ บาท ปรากฏว่าถูกเผง ได้มา ๖๐๐ บาท เขาดีใจมาก เที่ยวอวดใครต่อใครในหมู่บ้านว่าถูกหวย แต่พอรู้ว่า คอนซึ่งเป็นเพื่อนบ้าน ก็แทงหวย ๓ ตัวถูกเหมือนกัน แต่ได้เงินมากกว่าคือ ๒,๐๐๐ บาท เพราะแทงมากกว่า สุดเลยยิ้มไม่ออก หงอยไปทั้งวัน แถมยังโมโหตัวเองที่แทงน้อยไป ???
ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมาน แก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง
คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและ เพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี
การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของ เธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเขารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้ คนอย่างไรบ้าง หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้ง ระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ
พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า “ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ [...]
ชีวิต ไม่อาจเป็นไปดังหวังได้หมด เปรียบไปก็ไม่ต่างกับเกมกีฬาที่ต้องมีแพ้ชนะ ใครที่หวังชัยชนะไปเสียทุกครั้ง ก็เตรียมตัวทุกข์ใจไว้ได้เลย
พูด เช่นนี้มิได้หมายความว่าให้เตรียมตัวเป็นผู้แพ้แต่อยู่ในมุ้งหามิได้ ใครที่คิดเช่นนั้น ก็คงงอมืองอเท้าตั้งแต่แรก คนเราควรพากเพียรอย่างเต็มที่ แต่ใครเล่าที่จะกำหนดผลสำเร็จไปได้หมด คนที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ต้องรู้จักแพ้ให้เป็น ฉันใด ในยามที่ชีวิตตกต่ำ บัณฑิตพึงรู้จักทำใจให้เป็นฉันนั้น
แต่คนเรามักทำใจไม่ได้ เพราะคอยหวนคะนึงถึงวันคืนอันชื่นบาน สมัยยังมั่งมีศรีสุข หรือยังมีหน้ามีตา แต่อดีตนั้นมีไว้เพื่อเป็นฐานหนุนส่งให้เกิดปัจจุบัน เพื่อก้าวไปสู่อนาคต ใครที่เอาอดีตมาเหนี่ยวรั้งตนไว้ไม่ให้ไปข้างหน้า ก็เท่ากับเป็นนักโทษในกรงขังของตัวเอง
ชีวิต นั้นให้รางวัลก็แต่ผู้ที่อยู่กับปัจจุบัน เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นของจริง จริงอยู่บ่อยครั้งปัจจุบันมีแต่เรื่องระทมทุกข์ อดีตนั้นน่าพิสมัยมากกว่า แต่ถ้าเราจะหวนไปหาอดีตบ้างก็ควรเป็นชั่วครู่ชั่วขณะ เพื่อชุบชูจิตใจให้ชื่นบานจะได้มีกำลังมาฟันฝ่าชีวิตในปัจจุบัน
อย่าง ไรก็ตาม อย่าลืมว่าชีวิตจะสุขหรือทุกข์นั้น อยู่ที่เราเป็นสำคัญ ไม่ใช่เพราะคนอื่นหรือเหตุอื่น เช่นเดียวกับความจนและความรวยนั้น อยู่ที่มุมมองของเรา คนไทยเป็นอันมากกำลังทุกข์เพราะคิดอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองยากจนลง ตราบใดที่ยังจมอยู่กับความคิดแบบนี้ก็ไม่มีวันคลายทุกข์ไปได้
แต่ เราลืมไปแล้วหรือว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของเราตอนนี้ ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าบางช่วงในอดีต ลองมองไปรอบตัว จะพบว่าข้าวของในบ้านหลายชิ้น เคยเป็นของสุดเอื้อมสมัยเรายังเด็ก หรือเป็นหนุ่มเป็นสาว รถยนต์ แก้วแหวนเงินทอง วีดีโอ สเตอริโอ ซีดี ฯลฯ มองในแง่นี้เราไม่ได้จนลงแต่รวยขึ้นต่างหาก ยิ่งถ้าเปรียบกับคนอีกมากมายตอนนี้ ไม่ว่าจะมองลงไปข้างล่างหรือมองขึ้นข้างบน เราก็ยังสบายกว่ามาก คนที่ถูกยึดรถไป สมควรแล้วที่จะคิดว่า [...]